Make your own free website on Tripod.com

 

 

 

 

พระ.ธรรมเทศนา

พระอาจารย์ ประสิทธิ์ ปุญญฺมากโร
วัดป่าหมุ่ใหม่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่

   
   
เรื่อง อริยสัจจธรรม
   
         
         ภาษาศาสนา เรียกว่า ไปโปรด คือไปโปรด ไปให้คนที่มีใจบุญ มีศรัทธา นับถือ พระพุทธศาสนา จึงได้ไปปลูก ไปปลูกบุญลงในศาสนา ดังที่ ใส่บาตร ใส่บาตรก็เหมือนปลูกบุญ ปลูกข้าวนี่ คือข้าวนี่มันปลูกมาจากนา จากสวน แต่ว่าเวลาเราทำให้สุก ให้ดี เรายกขึ้นมา ยกขึ้นมา จากดิน เอามาอธิษฐานจิต เอาน้อมถวายใส่บาตร ท่านจึงเรียกกันภาษาของศาสนา ว่า ทายก ทายิกา ถ้าเป็นผู้ชายเรียกว่าทายก เป็นผู้หญิงเรียกว่า ทายิกา ให้ศีล ให้ทาน ให้กิน ให้ร่างกายนั่น แต่เราก็ให้ใส่บาตรก่อน ก่อนจะมาถึงร่างกาย มาฉัน มาเคี้ยว มากลืนลงไป ได้อิ่ม ได้มีชีวิตชีวา อยู่

   
   

     แต่ทว่าเราปลูกบุญ ลงในศาสนา ถ้่่าว่าเป็นภาษาที่เราเช้าใจว่า เป็นนาพระพุทธเจ้า เป็นนาที่ ไม่มีบาป เป็นการทำนาบุญอย่างเดียว คือบาปนั้นไม่ได้ทำบาป คือรับแต่สิ่งที่ไม่มีโทษ ที่ไม่มีชีวิต สิ่งที่สุกมาแล้วออกเป็นนาบุญ ชาวบ้านเรียก พระพุทธศาสนา ก็เป็นนาบุญของโลก คือไม่มีนาบุญ อื่นจึงจะยิ่งไปกว่า เพราะว่านาบุญที่เราจะเลือกหา ก็มีแต่พระพุทธศาสนา ที่เดียว คือ พระพุทธเจ้าท่านได้ค้ด ได้จ้ัด ท่านได้ทำให้ได้มรรคผล จะได้พ้นทุกข์ไปปรินิพพาน ก็เพราะ พระพุทธเจ้าอาศัยนาบุญ นาพระพุทธศาสนานี่ ถึงได้เป็นพุทธะขึ้นมาได้ เป็นพระพุทธเจ้า ก ็อาศัยพื้น ได้อาศัยพื้น อาศัยโลก อาศัยรูปร่างกายเรา เป็นผู้ที่จะต้องปฏิบัติ ที่นา อย่างเราทำนา ก็เรียกปฏิบัตินั่นแหละ แต่ภาษาที่เราพูดกันให้มันเข้ากับหลักธรรม เรียกว่่า ทำนา คือปฏิบัตินั่น แหละ คือปลูก หว่าน ดูแลรักษา แล้วก็ใช้ความเพียร ความอดทน กว่าจะได้ผล มา ก็เรียกว่า เป็น การปฏิบัติ

 

   
   

      เมื่อนั้นพระพุทธเจ้า ท่านก็อาศัยโลก  อาศัยร่างกาย ที่ได้เป็นมนุษย์ ก็เท่้ากับว่าได้เนื้อนา ได้พื้นนา แต่ว่าร่างกายของเรากลับเป็นเนื้อนาของเราทุกคน ก็เรียกว่าเป็นรูป เป็นขอบเขต เป็น สัดส่วนนั่นแหละ ก็เท่ากับว่าเราได้เป็นคน ก็ได้นามา เป็นมรดก ทั้งเป็นเศษ เป็นลี้ ของตัวเอง ที่จะไปปฎิบัติ ที่จะสร้างเอาผล เอาความรู้ เอาความดี เหตุนั้น อย่างเราที่ปฏิบัติกับศาสนา เรา ไม่ได้เอาผลเหมือนข้าว เหมือนพืช แต่เราเอาผล ความรู้ เอาความรู้ดี รู้จริง รู้ถูกต้อง อย่างพระ พุทธเจ้า

 

   
   

      เหมือนอย่างเรา เข้าพรรษานี้ เราก็มีกำหนด มีกาลเวลา มีพิธี มีสัจจะอธิษฐานต่างๆ เพื่อ ที่จะเข้าอยู่ธรรม เพื่อเข้าอยู่ปฏิบัติ รักษา เรียกว่า พรรษา เรียกว่าทำแต่ความดีอย่างเดียว เพราะ ว่าบ่ได้ไปทำความชั่ว ไม่ได้เที่ยวสัญจร เร่ร่อน อย่างที่ว่า เราอยู่ ๓ เดือน เดือนหนึ่งก็เท่ากับว่า เราทำตามหลักพระพุทธศาสนา คือเราเจริญพระพุทธคุณ คือปฏิบัติทำกิจของเรา ให้รู้จักคุณ พระพุทธเจ้า เืพื่อเป็นส่วนเบื้องต้น ส่วนต่างๆนี้ เดือนที่เราอยู่ในปัจจุบัน เราเรียกว่า อยู่ในระยะ อยู่ในเดือน พระธรรมคุณ คืออยู่ระหว่างกลางในระหว่าง ๓ เดือน หรือพระคุณทั้ง ๓ มีพระ พุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ได้ช่วงนี้ ก็เรียกว่า เป็นระหว่างคุณของพระธรรม ที่อยู่ระหว่าง ฟ้า ฝน   ฤดูกาลที่มาถึงต่างๆ ฟ้าฝนก็ได้ตกลงใส่พื้นดิน ให้ได้อิ่มเอิบ มีน้ำ มีความชุ่มชื้น มีดินฟ้า อากาศสมบูรณ์ขึ้นมา ก็เพราะว่า พระธรรมนั้น เป็นสิ่งที่จะทำให้พระพุทธศาสนาเกิดขึ้น แล้ว ก็จะเป็นสิ่งที่จะให้พระสังฆคุณเกิดขึ้น เพราะว่า อยู่ตรงกลางพอดี พระพุทธอยู่เบื่องต้น พระ สงฆ์ก็อยู่ตรงปลาย

 

   
   

      อย่างพระพุทธเจ้านี้ ก็ได้ตรัสรู้พระธรรม ธรรมที่พระองค์ตรัสรู้ ก็ เรียกว่า ไม่ใช่ธรรมดา ท่านก็เรียกว่า " อริยสัจจธรรม" คือธรรมของพระอริยเจ้า คือเป็นธรรมที่เรียกว่า ไม่ใช่ธรรม ที่คนเรารู้ เราคิดธรรมดา เป็นพระพูทธเจ้า ท่านได้รู้ ท่านได้แก้ไข ท่านได้พิจารณา ท่านได้เห็น ความเป็นมาของธรรม ความเกิดขึ้นของธรรม ความเป็นมาของธรรมนี้ ท่านถึงได้เรียก อริยสัจ

 

   
   

      อริยสัจเป็นธรรมของพระอริยะเจ้า แล้วเป็นธรรมที่มีสัจจะ ไม่ใช่ว่าเป็นธรรมที่เรียกว่า ทั่วไป คือ มีความจริง มีสิ่งที่เรียกว่า บอกใจ สอนใจ คนเราได้ทุกคน เรียกว่า สัจจะ แต่ว่าคำ สอนที่เกี่ยวข้องกับใจเกิดมาจากใจของเรา เป็นสัจจธรรม ที่ที่านถือว่า อริยสัจจธรรม ทั้งสี่เป็น หัวใจของพระพุทธศาสนา ถือว่าเป็นหลัก เป็นต้น เป็นรากของพระพุทธศาสนา มันมีหลักที่ ยืนยัน หรือว่า มีหลักที่เกิดพร้อมโลก หรือประจำโลก มีอยู่ในโลก ไปตลาดกาล มันไม่ได้เปลี่ยน เป็นเสื่อมสูญ หายละลายไปจากโลก ที่ว่าท่า่นยกเป็นธรรมข้อแรก คือ ทุกข์

 

   
   

      คำว่า ทุกข์ สัจจะนี้ พอท่านรู้ว่า ทุกข์นี้ไม่ได้รู้แต่เพียงว่า ทุกข์ภายนอก ทุกข์ร่างกาย ทุกข์ การงาน ทุกข์ที่เราจะต้องรู้สึก ส่วนภายนอก ท่านรู้ ส่วนทุกข์ที่เกิดจากใจ เหตุนั้น เมื่อท่่านจะ ค้นคว้า ท่านก็กำหนดเข้าไป ท่านก็รู้ว่ามันเกิดจากใจ เพราะเกิดมาจากความคิด ความถือของใจ ความรับรู้ของใจ ท่านถึงได้บอกว่า ให้เกิดทุกข์ คือสมุฎฐานมันอยู่ที่ใจของเรา คือสมุฎฐานมัน อยู่ที่ความอยาก ความด้ินรน ความกระสันปั่นป่วน กำหนัด ยินดี ท่านจึงว่า กามตัณหา คือเกิด มาจากภายใน เกิดมาจากใจ จากร่างกายของเรา ท่านว่ากามตัณหา เพราะเป็นสิ่งที่บอก สิ่งที่ กล่าวขึ้นมา เป็นอาการที่บอกขึ้นมาทางใจ เป็นความรู้ที่ใจ เรารู้ทุกคน อันนี้ความจริงเป็น สัจจธรรม ที่มีประจำหัวใจสัตว์โลกมนุษย์ ทุกหัวใจนั้นมี ท่่านถึงว่า มันมีที่เกิดมา ที่ทำให้เกิดนี่ คือพวกตัณหา พวกร่างกายของเรา ที่มีันมีความหิว มีอาการต่างๆ ที่ทุกข์ มาจากธรรม ก็ให้เกิด ทุกข์ เพราะฉะนั้น ถ้ามันอยู่ด้วยกัน ก็เป็นอันเดียวกัน คือ ทุกข์ สมุทัย นั้นเป็นอันเดียวกัน แต่ถ้า แยกอาการที่แสดงอยู่ แยกออกไปเป็นสอง คือเป็นสมุทัย เป็นอาการของร่างกาย ส่วนทุกข์ก็เป็น สิ่งที่มีประจำของสัตว์โลก  แต่ถ้าเราไม่รู้จัก มีแต่บ่น มีแต่ทน มีแต่ทรมาน เพราะว่าที่มันเกิด มันมา ที่มันพาให้ทุกข์เกิดขึ้น มีภาวตัณหา นี้ก็เหมือนกัน มันเป็นสิ่งที่เกิดมาจากใจ จากความ คิด   อันนี้พระพุทธเจ้าท่า่นกำหนด ท่านค้นคว้าเข้าไป พอมาปรากฎอยู่ในสัจจะ ทำอยู่ในความ จริง ของรูปร่างกายของโลก   มันไม่ได้ไปเกิดจากที่อื่น ที่ไกล เกิดจากความคิด จากส่วนที่มีอยู่ ในร่างกายของตัวเรา นั่นแหละ   ถึงเราไม่มีใครบอก ไม่มีใครสอน ไม่มีใครเตือน ไม่มีพระ พุทธเจ้าประกาศศาสนา ก่อนพระพุทธเจ้าของเราตรัสรู้ ก็มีอยู่อย่างนั้น

 

   
   

      อย่างนั้นไม่ใช่ว่า พระพุทธเจ้าจะมารู้ ตอนที่ท่านตร้ัสรู้แล้ว ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค   เกิดขึ้นตอนนั้นไม่ใช่  มันเกิดมาตั้งแต่โลก ตั้งแต่หลายชั่วหลายกัลป์ หลายกัลล์ หลายพระพุทธ เจ้า   แต่ว่าตอนที่พระพุทธเจ้ามารู้ คือเป็นเวลาที่พระองค์จะรู้ได้ พระองค์ว่่าทำจิต ทำทางเข้า ไปหาความสงบ หาที่เกิดของสมุทัย ถ้าเราปฏิบัติ ก็เหมือนกัน ถ้าเราเข้าไปไม่ได้ ไม่ถูก ไม่ถึง เราก็ยังวนเวียนอยู่รอบนอก  เราก็มีแต่รู้จักว่าทุกข์ รู้จักว่าความกระวนกระวาย รู้จักความไม่ สบายต่างๆ นี่เรารู้ แต่ว่ามันเกิดมาจากไหน เราไม่รู้ ความที่ไม่รู้จัก ก็เรียกว่าเป็นอวิชชา เป็นสิ่ง ที่ปิดบังความรู้นั้นไว้ คือเป็นเหมือนกับว่า เป็นภพ เป็นชาติ ที่ตัวยิ่งใหญ่เหมือนช้าง อวิชชา แปลว่า ช้าง ตัวช้างนั้นเป็นสัตว์ที่ใหญ่ กว่าสัตว์ทุกประเภท ความใหญ่ความหนา ความมืดดำ ของมันต่างๆ มันบังมันควบไปหมด อย่างนั้นอวิชชา ก็ควบจิตสัตว์โลก บังไม่ให้เห็นความ สว่าง ไม่ให้เกิดช่องทาง

 

   
   

      ท่านถึงว่า พวกตัณหาาพวกอวิชชานี่ เป็นตัวดำ ตัวบังไม่ให้เห็น ถึงว่ามันมีอยู่ในเรามา ตลอด แต่ว่าเราก็ไม่เห็นมัน เพราะว่ามันไม่เปิด ไม่ขยับ่ขยายให้เราเห็น เราจะเห็นได้ ต้องพยา ยามที่จะต้องหาช่อง หาที่ หาทางเข้าไป ต้องขับไล่ พวกความรู้ พวกอวิชชาต่างๆ ที่เราไม่รู้ ไม่เข้าใจนี้ สักแต่ว่ามัน เกิดที่นี้ ก็อยู่ที่สมุทัย คือที่หัวใจเราคิด ติด่ขัดต่างๆ อยู่ในอารมณ์ เรียก ว่าา พระพุทธเจ้าท่่านเพียรเข้าไปรู้ ไปเห็นได้ ท่่านจึงบอกว่า เป็นของจริง คุ่กับทุกข์อีกที ที่ว่า มันเป็นที่มาของทุกข์ ไม่ใช่ทุกข์ มันเกิด เป็นของมันเอง มันมี ที่มาจาก ตัณหา จากสมุทัย

 

   
   

      สมุทัยคือ สมุฎฐาน   ทั้ยแปลว่า หัวใจ หรือหฤทัยหรือหัวใจ ม้ันก็มาจากที่นั่น มาจากที่อยู่ กับตัวเรานนี้ มาจากหัวใจ อย่างเราเกิดความอยาก ความกระสัน ความคิด ความปรุงแต่ง ฟุ้ง ซ่าน รำคาญต่างๆ เกิดขึ้นทำให้จิตของเราไม่สงบ มันมาจากที่นั่น มันเกิดสมุทัย แต่ถ้าเรามี ความรู้ เรามีจิตที่ฝึก ที่เจริญสติ ให้สมบูรณ์ แก่กล้าก็จะได้เห็นจะได้ดู จะได้นั่งเฝ้า นั่งควบคุม และจะได้ชี้แจง แสดงสอนจิตเรา ที่มันเกิด มันแสดงอยู่นี่ จะได้รู้จักแก้ไข และบอก จะได้ขยาย ดู ท่านบอกว่าสมุทัย การทำอย่างนั้น ข้อปฏิบัติอย่างนั้น ท่านบอกว่า ถ้าเราทำจิตของเรา ให้สงบ ให้ได้รับความสว่างไสวขึ้นมา เราแก้ไข้พวกอวิชชา ที่มันผิดๆ เราได้ ก็เป็นนิโรธ

 

   
   

      นิโรธ ก็เกิดความรู้ ความสว่างขึ้น หรือเป็นสิ่งที่แก้ไข พวกกิเลสตัณหา ที่มันเป็นเจ้าของ อยู่ในใจได้ นิโรธเหมือนกับแสงสว่าง ก็บังเกิดขึ้น ปัญญาก็ให้แสงสว่างเกิดขึ้น นอกนั้นข้อ ปฏิบัตินี่จะสรักษาทางใจ ของเรา รักษาเป็นมรรค เป็นข้อปฎิบัติ ประจำก็เกิดขึ้น จิตของเรา พร้อมกันที่นี้ เพราะมันรู้จักว่า เอ้อ ที่นี่มันไม่มีอาการ ไม่มีสิ่งรบกวน ยังไม่มีทุกข์ ไม่มีความ สงบ มีความเป็นอยู่ของจิต ที่นี่มีพวกสมุทัยนั้น มีพวกกามตัณหา พวกภาวะตัณหา พวกภาวิัตัณหา อย่างนี่ มันไม่แสดง ที่นั่นมันเป็นที่สงบ นั่นเป็นที่ดับทุกข์ ที่แก้ทุกข์ ของพระ พทุธศาสนา ของพระพุทธเจ้า เป็นก็รู้จัก ถ้ามันสงบแล้ว เออ มันสงบ มันไม่มี มันไม่ได้มีเสียง มีเรือง มีอาการขึ้น มันสงบ แต่ถ้ามันมีอาการขึ้นมาเมื่อไร  เราก็รู้ว่าอันนี้มันเป็นข้อตัณหาแสดง คือเขาแสดงแล้วก็พัก มันไม่ใช่ว่า แสดงตลอด มันแสดงแล้วก็ถึงเวลาก็พัก

 

   
   

      อย่างเวลาเรนั่งภาวนานี่ เขาก็แสดงเป็นช่วงเป็นระยะไป เพราะถ้าเหนื่อย มันก็พัก เขาว่า แสดงทุกข์นั่นแหละ คือเรื่องของความคิด อารมณ์ของเราเอง ในร่างกายของเราเอง เป็นตัว ลง ตัวร้ายที่จะให้เขาอาศัยยืมแสดงอยู่ นั่นก็มีทุกข์ พอพักได้รับความสงบเกิดขึ้น มันก็จะเห็นที่เป็น เขาอยู่ เรารู้จัก

 

   
   

      ดังนั้นข้อปฏิบัติต่างๆ ทีเราทำทุกอย่าง คือเป็นงานของกาย ของจิต งานภายนอก งานที่ เราจะต้องทำทุกอย่างนี่ มันก็นเป็นสิ่งที่เรากระทำ เพื่อการแก้ เพื่อบรรเทาทุกข์ ก็มาจากต้น ดัง นั้น ท่านจึงถือว่า ทุกข์นั้นเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา เท่ากับเป็นต้นของพระพุทธศาสนา เพราะว่าเป็นสิ่งที่มีทั่ว และเต็มโลก ถึงเราไ่ม่ไปถาม แต่ภายในใจเราก็บอกอยู่ทุกคน คือ อาการ ที่เขาบอกว่า เป็นทุกข์ มีทุกข์ ทุกขณะ   ตลอดถึงทุกลมหายใจ เข้าออก   มันก็เป็นเรื่องแสดง เป็นทุกข์หมด  ไม่ใช่ว่าเราไปทำงานให้่ร่างกายของเรา เหงื่อออก หรือเราแบกหาม ยกของหนัก ค่อยทุกข์ ลมหายใจเราก็เป็นทุกข์ มันเป้นทุกข์ที่เขาทำอยู่ ตั้งแต่เกิด ตั้งแต่เรามา ถือเอารูปเอาร่างนี้ ก็เรียกว่ามาเอาทุกข์ ส่วนละเอียดเป้นเส้นเป็นสาย ที่เราจะต้องเลื่อนลอยมา เกิด มาถือเอาทุกข์นี่ มันก็ทุกข์อยู่นั่น

 

   
   

      ฉะนั้นที่เราภาวนา  เราดู มันก็เห็น ถ้าเราไม่ภาวนาดู ไม่กำหนด ให้อยู่ใกล้ๆ เราก็ไม่เห็น ฉะนั้นท่านก็ให้เห็นทุกข์ ทุกข์ขณะ ทุกลมหายใจ คือเขาก็แสดงที่ว่า ทุกข์ที่คิดต่อ ไม่ขาดสาย ที่ว่าทุกข์ในสมุทัย ก็ยังเป็นทุกข์ เป็นส่วนหนึ่ง ที่ไกล จากลมหายใจนี่เอง ส่วนที่ลมหายใจนี้ เป็นตัวทุกข์นี่ เป็นชีวิตตัวที่ติดกับหัวใจ เรารู้ อย่างนั้นคน ท่านก็สอน ให้ไม่ให้พลาด เราเผลอ เรามีลมหายใจ  เราภาวนา ท่านก็ไม่ได้ลืมเรื่องกำหนดลมหายใจ พุทโธ   ลมหายใจก็ต้องกำ หนดไปด้วย   ต้องรู้ด้วย  ไม่ใช่เราว่าพุทโธแล้ว ลมหายใจไปต่างหาก ไม่ใช่ เพราะเขามี ประจำ และก็รู้จักว่่าทุกข์ ที่มีประจำหัวใจ หรือแสดงอยู่ให้เราเห็น เป็นสมุทัยนี่มี

 

   
   

      ดังนั้นจึงบอกว่า หัวใจเป็นหลักของพระพุทธศาสนา ไม่ว่าสัตว์ บุคคล มีทั่วไป ถึงว่าเรา จะนอนหลับ ก็มีลม ความกระหายอยุ่ คือความกระหายคือความทุกข์ มันไม่ใช่ความสุข เพราะ สิ่งที่พระกระทำนั้นก็เพื่อทุกข์   ทุกข์ได้อยู่ได้   ทุกข์จะได้ยืดยาว  งอกงามออกไป มันก็ไม่มีที่ จบ เราจะจบได้ ก็เพราะเราสงบจริง เราหยุด

 

   
   

      อย่างคนที่ไม่เกิด อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านไม่เกิด พระอริยะเจ้าเจ้าไปเกิด ไม่ไปเช้าไปต่อ อารมณ์หายใจ ท่านก็เรียกว่าดับแล้ว ดับทุกข์ ดับทุกข์แล้ว ก็ดับตัณหาด้วย สมุทัยด้วย ท่านก็ เห็น ดั้งนั้นหลักของพระพุทธศาสนานี่ เรียกว่าเป็นหลักธรรมประจำพุทธศาสนา จนถึงปัจจุบัน นี้ก็ยังมีอยู่ ก็ยังกำหนดเห็นอยู่ รู้อยู่ แล้วก็ได้ยินการสอนอยู่ไม่ขาดสาย มีตลอด แต่ให้เรากำหนด

 

   
   

      เหตุนั้น ท่านจึงบอกทุกข์ ทุกข์เป็นของกำหนดรู้ สมุทัยเป็นของควรละ นิโรธทำให้เกิดมี พวกมรรค  พวกนิโรธ  ทำให้เกิดมี  นิโรธทำให้แจ้ง  มรรคทำให้เกิดมี  ทั้งสี่ เรียกว่าเป็นเสา เป็นขาของพระพทธศาสนา เป็นอริยะสัจจธรรม แต่มันมีอยู่ แต่เรากำหนดรู้ มันก็เห็น ก็ถึงจริง

   
   

      อย่างสมุท้ยนี่เราก็ต้องระวังรักษา   ุถ้ามันผิดขึ้นมา ก็พยายามหลีก มันมีอยู่ประจำ ที่มัน อยู่ในหัวใจ แต่เราก็หลีก ก็เลี่ยง รักษาไว้ไม่ให้มันทำผิด ทำโทษต่างๆ มันมีอยู่ แต่เราก็หลีกไป ท่านบอกว่า ควรระวัง ควรละ ระวัง อย่างมีศีล เราก็ระวังสมุทัย ไม่ให้ผิดศีล ถ้าผิดศีล ที่นี้ก็ สมุทัยละ เป็นโทษเป็นสิ่งที่ให้ผล ในทางชั่ว เสียหายต่างๆ ท่านจึงบอกว่า ระวัง ความคิด ส่วน อารมณ์ ส่วนต่างๆ ระวังอยู่ในจิต ที่สมุฎฐาน ที่อยู่ในที่ตั้งของมัน รักษา หรือ คุ้มกันมันไว้

 

   
   

     เหตุนั้น ถ้าเรารู้จักอย่างนี้ เราก็รู้จักว่า เออ เราเป็นคนที่ได้หลักธรรม หรือว่าเป็นคำสอนของ พระพุทธเจ้า ที่มีมาตั้งแต่หลายชั่ว หลายเส้น หลายพระองค์ ก็สอนลงศาสนา ที่อริยสัจ เหมือน กัน และลงที่ร่างกาย หัวใจ ของคนเรานั้นแหละเหมือนกัน แต่คนเราก็ไม่ได้รู้จัก ไม่รู้จักกำหนด หนึ่ง ไม่รู้จักระวังรักษาหนึ่ง แล้วก็ไม่ได้ทำความรู้ ทำปัญญาให้สว่างหนึ่ง แล้วก็ไม่ทำให้เกิดมี คือเราก็นเป็นคนจน เราเป็นคนทุกข์อยู่ตลอด เราไม่มี แต่ถ้าเรามีมรรค เราเป็นคนมี คือมีมรรค มีมรดกมีข้อปฎิบัติ แต่มรรคท่านว่าถึงองค์แปด แต่ท่านย่นย่อลงเป็นศีล สมาธิ ปัญญา ท่า่นย่น เข้าม นั่นเรียกว่าเป็นความมั่งมี เป็นความมั่งมีของคน ของพระพุทธศาสนา คือมีศีล มีสมาธิ มีปัญญา นี่มีแล้วก็มีส่วน ถึงเราเป็นชาวบ้านอยู่ หรือฆราวาส ว่าไม่จน ถ้ามีมรรคแล้วไม่จน   เพราะว่าสมบัติทั้งหลายในโลกนี้ ก็เป็นสมบัติของพระพุทธศาสนา เป็นสมบัติของศีล สมาธิ ปัญญา ที่เป็นเจ้าของอยู่ คือทำมาหาได้นี่ก็มาจากศีล สมาธิ ปัญญา ไม่ใช่หาด้วยจากน้ำพักน้ำ แรงได้ แต่ได้อยู่ แต่มันไม่อยู่กับเรา เพราะเราไม่มีคุณศีล คุณธรรม คุ้มรักษา ถ้ามีคุณศีลธรรม ศีล สมาธิ ปัญญา อยุ่ตลอด คืออยู่ไม่มีเสื่อมสูญอยู่ไปตลอดหมดสมัย   เพราะว่าไม่มีชั่ว ชื่อเสีย ที่จะทำให้สูญหายไป

 

   
   

      ท่่านบอกว่าถ้าเป็นมรรค  ถ้ามรรคเิกิดขึ้น มรรคมีขึ้น ทำให้มีขึ้นมันก็ไม่จน ไปอยู่ที่ไหนก็ ไม่จน แล้วความผิดก็ไม่มีบาป ที่จะมาทำลายก็ไม่มี ถึงจะบวชในศาสนา ถึงจะเป็นชาวบ้าน เขา ก็ไม่จน เพราะว่ามันถูกทางแล้ว ถูกทางมรรคทางนี้แล้ว ท่านว่ามรรคทำให้เกิดมี อย่างเราทำ หน้าที่การงาน ทำอิหยัง ที่ทำให้เป็นมรรค เป็นผล ผลเป็นเงิน เราก็ทำใ้ห้เกิดมรรค เกิดผล จริงๆ มันก็เห็นให้เรา ได้เห็น ได้รับ ใช่จริงๆ แต่ว่าถ้าเราไม่มีมรรค มันก้ไม่มีมรรคผล ถ้าพูด ตามหลักเรียกหมากผล หรือมรรคผล   มรรคก็ต้องมรรค

 

   
   

      อย่างใจเรา ถ้ามรรคพ้นทุกข์  ก็ต้องมรรค  พอเจริญในอริยสัจจนี่ ต้องมรรคกำหนดรู้ ที่พยายามที่จะควบคุม จะต้องเอาใจใส่ในเรื่องจิต เรื่องความรู้ คือไม่ปล่อยความรู้เที่ยวทั่วไป หลงไปในโลก มรรคกำหนดรู้ แล้วก้มรรคระวังรักษารู้ แล้วก็ความคิดที่มันมืด มันมีอาการไม่ ชัดเจน เป็นไปด้วยอารมณ์ของโลก เราก็จะพยายามที่จะต้องพลิกแพลงแก้ไข จะต้องใช้ปัญญา มาให้แสงสว่าง เรียกว่าทำให้ที่มันโล่ง ไม่ให้มันมืด มันคลุม นอกนั้นก็มรรค คือเรามรรคความ สงบ มรรคภาวนา มรรคเดินจงกรม ไม่ใช่ว่าเราจะไปบังคับมัน ถ้าคนนั้นมีมรรค มันก็ไม่อยาก ไปคุมบังคับมันยาก ถึงเราคุมก็เป็นการที่พยศ ก็ทุกข์ หลาย แต่เราก็ต้องฝึก ต้องทน ต้อง พยายาม นี่เป็นความมรรค ที่ใจนั่นแหละ

 

   
   

      มรรคแปลว่าใจ   มโนก็แปลว่าใจ  อย่างเก่านั้นแหละ มรรคแปลว่าทางใจ ที่เราต้องเดิน ต้องกำหนด ต้องทำคือเราเป็นคนมาในโลกนี่เราไม่ใช่ฝึกนี่ เริ่มต้นมาแต่เกิดในท้อง พอใหญ่มา รู้เดียงสา ถึงได้มาปฏิบัติหา จะได้มาหาหนทางต่อ ก็มีเวลาหลงอยู่ในเบื้องต้น เพราะว่าไม่มี ใครที่จะออกแล้วก้าวเข้ามา ถือศีลธรรม มาขอขมาปฏิบัติไม่มี นอกจากว่า เราเคยเกิดชาติหลังๆ รอบหลัง เราได้มีบุญที่สะสมมา ถือศีลธรรม บวชเป็นพระ เป็นเณร อันนั้นส่วนหนึ่งเป็นบุญที่ ติดตามมา ในปัจจุบัน เราก็ต้องรู้เดียงสา ก็จะได้มาเรียนหนังสือได้

 

   
   

     เหตุนั้น เราก็ต้องรู้จักว่า เรามาตอนที่เรามีเรื่อง มีโลกติดมา ไม่ใช่ว่าไม่มีจิตในอารมณ์ มันมีมาก่อน เราค่อยมาแก้ มาฝึก มารักษา มารู้จัก กำหนดรู้จักเลือก ทางของเรามาในการปฏิบัิติ ที่หลัง เหตุนั้นพระพุทธเจ้า ท่านจึงได้เอาอริยสัจจธรรม เป็นธรรมที่เป็นกลาง ของศาสนา และ เป็น หัวใจของศาสนา เป็นหลักพระพุทธศาสนา ความรู้ซึ่งเป็นพระพุทธคุณ ก็เรียกว่าอยู่เบื้อง ต้น ข้อปฏิบัติก็เรียกวาอยู่ข้างเคียงกับอริยสัจจธรรม ที่พระองคืได้รู้ ได้เห็น ได้ตรัสมาสอนโลก สืบต่อมา ถึงพวกเรา ก็เอาความจริงอันนั้นแหละ เอาสิ่งที่มีอยู่ ในรูปของมนุษย์ รูปสัตว์ หัวใจ สัตว์ ชี้แจงให้ แต่ว่าเราก็ต้องมารู้จักกำหนด ถ้าเรากำหนด ก็รู้เรื่อง แล้วเราระวังรักษา มันก็ไม่ มีบาป ไม่มีโทษ มีทุกข์อย่างใด นอกนั้น เราก็ทำให้มันสว่าง ทำความรู้ เราให้รู้เห็นสิ่งที่มีประ จำโลกมีามาก่อนโลก เหตุนั้นหนทางที่เราจะต้องเดิน   ต้องปฏิบัติ เราก็รู้ว่าทางนี้เดินไปแล้ว มันไม่มีทางหลง มันไม่มีภัยอย่างเรา ถือหลักปฏิบัติ คือ ศีล สมาธิ ปํญญา ธุดงควัตร มันไม่มี โทษ มีทุกข์ ไม่มีภัย ไม่มีความชั่ว ความเสีย ไม่วิปริต ถ้าผิดทางมัน ก็มันเป็นผลผิดให้เราเห็น

 

   
   

     นี่แหละเป็นหลักคำเตือนของพวกเรา ที่จะต้องรู้จักว่า พระพุทธศาสนา ก็มีหลัก มนุษย์เรา สำหรับโลก มีประจำโลก อยู่ในโลก มาตั้งแต่หลายชั่ว หลายสมัย แต่เรามาเกิด แต่เรามิได้มีทุก สิ่ง ทุกอย่าง ซึ่งเป็นสมบัติพระพุทธเจ้า เอามาใช้ เอามาสอนเรา เราก็มากำหนด มาฝึก มาพิจารณา ให้มันรู้เห็นไป ถึงเรารู้เห็น เป็นบางส่วน หรือรู้เห็นเท่าีที่เรารู้ เราก็ไม่หลงทาง เราก็ถือว่า เป็นหลักที่เรากำหนด ต้องระวังว่า มีที่เรากำหนด ให้ถูกรู้ ถูกอารมณ์ ถ้ามันเกิดขึ้นมา ก็ต้องแก้ ต้องไข ต้องพลิกแพลง ไปให้มัน ถูกอยู่ ถ้าผิดมา มันก็แก้ไขอยู่ตลอด มันก็ถูก

 

   
   

     คือเราทำอะำไร มีผิด มีถูก ทำผิดมาเราก็แก้ แล้วพิศ พิจารณา ก็เหมือนพิศใจเราให้ถูกทาง ถูกมันก็ไปถูก  กำหนดถูกแล้ว อย่างนั้น การปฏิบัติ ก็แก้ไขดัดแปลง ตกแต่งตลอด ไม่ใช่ว่ามัน เป็นเอง จะต้องฝึก จะต้องปฏิบัติ ผู้เป็นไปได้ ก็มาจากการปฏิบัติ ไม่ใช่ปฎิบัติเฉพาะปัจจุบัน วัน หนึ่งวันเดียว หลายรอบ หลายภพ หลายชาติ ที่ต้องปฏิบัติ เพราะว่ามันเป็นแล้ว ก็กับปลอม คือมันก็ตัวตัณหา มันก็พยายามจะชี้ไป เราก็ต้องแก้ไข ต้องป้องกัน รักษาไว้

 

   
   

     นี่แหละท่านจึงบอก หลักของศาสนา ก็คือ อริยสัจจธรรม ก็คือหัวใจของเรา กับร่างกายของ เรา เรียกว่าเป็นนาบุญ หรือเป็นที่เราจะรักษาเจริญให้เกิดมรรค เกิดผล ให้ได้ความรู้ ให้รู้จัก ความจริง อย่างพระพุทธเจ้า สัจจะ จริง เข้ามีมาประจำใจ ให้เราได้รักษา ได้กำหนด ได้รู้ ใน สิ่งที่มันไม่จริง มันผิด ไม่ถูกกับอริยสัจ เราก็รู้ แต่เราก็อยากเอารู้ ของเราหลงไป ตามไป พยายามห้าม พยายามกำหนด คอยคุมอยู่ มีสติให้สมบูรณ์ แล้วเราก็อยู่ในหลักธรรม ของธรรม พระพุทธเจ้า ให้เราอยู่นี่ เราก็ไม่ได้หลง ข้ามเกิน รับโทษ รับทุกข์ ไม่มีความวิปริต ผิดพลาด จากมรรคผล นิพพาน ตามเยี่ยงอย่าง ของพระพุทธเจ้า พระอริยเจ้า เมื่อท่านไปถูกแล้ว

 

   
   

     นี่แหละเป็นธรรมเตือนใจ เมื่อเราเข้าใจ และตั้งใจปฏิบัติ กำหนด พิจารณา รักษาอยู่ ด้วย ความเคารพ ไม่ประมาท เราก็จะได้รับความสงบ เราก็จะได้เข้าถึงธรรมที่เป็นอริยะ ที่เราเป็น ไม่สมบูรณื เราก็เรียกใกล้เข้าไป นี่เป็นคำเตือนใจ

 

   
   
   
         
   
HOME